‘Low-Carbon Real Estate for Wellness Life’ แนวคิดของการลดคาร์บอน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
จากข้อมูลของ Global Wellness Institute (GWI) ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลก ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์ โดยมีบทบาทสำคัญในการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มของอุตสาหกรรมสุขภาพและไลฟ์สไตล์ รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมด้าน Wellness Real Estate ซึ่งจากงานวิจัยระบุว่า ในปี 2566 ธุรกิจที่เกี่ยวกับสุขภาพมีมูลค่าสูงถึง 6.3 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดว่าปี 2571 จะมีมูลค่าสูงขึ้นเป็น 9 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 7.3% (สูงกว่า GDP โลกซึ่งอยู่ที่ 4.8% เสียอีก) ซึ่งภาคธุรกิจนี้สามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้มากมายทั้งต่อผู้พัฒนาโครงการ นักลงทุน และนายจ้างในธุรกิจต่างๆ และสามารถสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้ดีกว่า
ทำให้เกิดเป็นแนวคิด ‘Low-Carbon Real Estate for Wellness Life’ หรือแนวคิดในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่รวมทั้งอาคารพักอาศัย อาคารเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม และอาคารสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ที่อยู่ในบริเวณที่ดินเดียวกัน เพื่อมุ่งลดการปล่อยคาร์บอนตลอดวงจรชีวิตของอาคาร ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุ การก่อสร้าง การใช้งาน ไปจนถึงการบำรุงรักษา โดยเชื่อมโยงเข้ากับการสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อสุขภาวะที่ดี (Wellness) ของผู้อยู่อาศัย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ใส่ใจทั้งเรื่องของสุขภาพและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
โดยมีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ คือ จะต้องมีการออกแบบและดำเนินการที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยรักษาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และช่วยเสริมสุขภาวะเพอนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
7 เทรนด์สำคัญของ Low-Carbon Real Estate for Wellness Life:
ส่วนแนวโน้มและทิศทางสำคัญ ของการออกแบบโครงการอสังหาริมทรัพย์คาร์บอนต่ำ เพื่อคุณภาพชีวิตและสุขภาวะที่ดี โดยอ้างอิงจากงานสัมมนา ‘Outlook On Low Carbon Real Estate For Wellness Life’ ประจำปี 2025-2026 โดย Future Research of Wazzadu.com ได้ระบุไว้ 7 เทรนด์สำคัญดังนี้
1. High Performance Material
หมายถึง วัสดุที่ได้รับการพัฒนาหรือออกแบบมาให้มีคุณสมบัติทางเทคนิคเฉพาะด้าน ที่เหนือกว่าคุณสมบัติมาตรฐานทั่วไป โดยจะต้องตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน ความปลอดภัย และประสิทธิภาพการใช้งานอย่างรอบด้าน สามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในทุกขั้นตอน และช่วยส่งเสริมสุขภาวะของผู้ใช้อาคารได้ดี
2. Bio Therapy
หมายถึง การออกแบบเพื่อสุขภาวะที่ดี โดยได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากธรรมชาติ เพื่อสร้างสรรค์ให้ร่างกายของมนุษย์ เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีต่อสภาพจิตใจกับร่างกาย โดยเน้นหลักการสำคัญ 2 ข้อ คือ Biophilic Design หรือการออกแบบเพื่อเชื่อมโยงธรรมชาติกับมนุษย์ และ Biomimetics หรือการออกแบบที่ลอกเลียนแบบธรรมชาติของชีววิทยา ซึ่งทั้งหมดมีรากฐานร่วมกันอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
3. Forest Bathing
หรือ การอาบป่า หมายถึง การบำบัดที่ช่วยเยียวยาสภาพจิตใจกับร่างกายในภาคปฏิบัติ โดยมุ่งเน้นการใช้เวลาอยู่ในธรรมชาติ เพื่อเปิดรับทุกสิ่งรอบตัวผ่านประสาทสัมผัสต่างๆ อาทิ การรับกลิ่นของดิน, การฟังเสียงของใบไม้ที่เสียดสีกัน, การฟังเสียงนกร้อง, การเดินเท้าเปล่าบนสนามหญ้า หรือแม้แต่เสียงหัวใจของตัวเองขณะที่นั่งพักผ่อน

4. Waste to Value
หมายถึง การมองเศษวัสดุเหลือใช้หรือ “ขยะ” ในมุมใหม่ ให้กลายเป็น “ทรัพยากรที่มีคุณค่า” ผ่านการแปรสภาพเป็นวัสดุก่อสร้างทดแทน วัสดุตกแต่ง ไปจนถึงการเป็นแหล่งพลังงานในระบบพลังงานสะอาด เพื่อลดปริมาณของเสีย ลดภาระต่อสิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยคาร์บอน จากการจัดการวัสดุอย่างไร้ประสิทธิภาพ
5. Thermal Comfort
หมายถึง สภาวะที่บุคคลรู้สึกพึงพอใจ ต่อสภาพแวดล้อมทางอุณหภูมิ แล้วนำไปสู่การออกแบบสภาวะน่าสบาย (Comfort Zone) ซึ่งทำให้ผู้อยู่อาศัยสามารถรักษาสมดุลของอุณหภูมิในร่างกายกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม
6. Community & Social Wellness
หมายถึง การสร้างพื้นที่ส่วนกลาง ที่เอื้อต่อการพบปะ พูดคุย และทำกิจกรรมร่วมกัน และยังมีการออกแบบโปรแกรมที่สนับสนุน ทั้งในด้านสุขภาพจิตและสุขภาวะที่ดี ตอบโจทย์กับไลฟฺสไตล์ของคนได้ทุกเพศทุกวัย
7. Urban Rewilding
หมายถึง แนวคิดและกระบวนการที่มุ่งนำธรรมชาติกลับคืนสู่พื้นที่เมือง โดยการฟื้นฟูวงจรธรรมชาติ การปลูกพืชพื้นถิ่น การสร้างที่อยู่อาศัยให้สัตว์ป่า ลดการแทรกแซงของมนุษย์ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่สมดุลและยั่งยืนในบริบทของเมือง โดยเน้นยํ้าความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อการอยู่ร่วมของผู้คนกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืน

FAMELINE กับบทบาทในการผลักดัน Low-Carbon ผ่านวัสดุนวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี:
ซึ่งแนวคิดในการพัฒนานวัตกรรมของผลิตภัณฑ์และบริการ ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความสวยงามและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมของ FAMELINE ก็มีบทบาทในการสนับสนุนแนวคิด ‘Low-Carbon Real Estate for Wellness Life’ โดยเฉพาะกับ 3 เทรนด์หลัก ได้แก่
1. High Performance Material
กับกระบวนการสร้างสรรค์วัสดุที่มีน้ำหนักเบา แข็งแรง ลดภาระโครงสร้าง ผลิตสำเร็จรูปจากโรงงาน ติดตั้งสะดวกรวดเร็ว อย่างวัสดุ ‘Aluminium Honeycomb Panel (AHP)‘ จาก FAMELINE ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ในกลุ่มของแผ่นอลูมิเนียมแบบประกบที่มีแกนกลางเป็นโครงสร้างอลูมิเนียมแบบรังผึ้ง (Honeycomb Core) ซึ่งถูกนำมาใช้งานเป็นวัสดุห่อหุ้มอาคาร ที่ได้รับมาตรฐานในระดับสากล ทั้งในเรื่องของความทนทานเมื่อเทียบกับน้ำหนักที่เบากว่า ความสวยงามจากความยืดหยุ่นในการออกแบบ ความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน และความยั่งยืนจากการรีไซเคิลเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ได้


2. Thermal Comfort
ที่สนับสนุนการออกแบบเพื่อนำไปสู่สภาวะน่าสบาย ผ่านวัสดุ ‘Aluminium Louvers’ จาก FAMELINE ตัวอย่างเช่น วัสดุในกลุ่ม ‘Sun Louvers’ หรือบานเกล็ดอลูมิเนียมที่ช่วยปกป้องอาคารจากแสงแดดและความร้อน ด้วยมิติและเส้นสายที่ออกแบบได้ รวมทั้งมีรุ่นที่ควบคุมการทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ (Moveable Sun Shading) เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนองศาของแผ่นได้ตามความต้องการ
หรือในกลุ่ม ‘Ventilation Louvers’ ที่เป็นบานเกล็ดอลูมิเนียมระบายอากาศ ที่ทำหน้าที่ในการลดความร้อนจากแสงแดด และปริมาณน้ำฝนที่เข้าสู่ตัวอาคาร แต่ยังสามารถระบายอากาศได้ดี เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ต้องการการไหลเวียนของอากาศที่ดี หรือหากต้องการป้องกันน้ำฝนเข้าสู่ตัวอาคารแบบ 100% แต่ยังมีช่องว่างให้เกิดการไหลเวียนของอากาศอยู่ ก็สามารถเลือกใช้เป็นวัสดุในกลุ่ม ‘Performance Louvers’ ได้เช่นกัน


3. Waste to Value
ผ่านการเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุหลือใช้ ด้วยวัสดุ Aluminium Composite Panel (ACP) จาก FAMELINE ที่มีการผลิตแผ่นอลูมิเนียมประกบกับแกนกลางที่เป็นพลาสติก ที่มาจากการรีไซเคิลเศษวัสดุเดิม โดยมีสัดส่วนของการผลิตมาจากวัสดุอลูมิเนียมที่ถูกรีไซเคิล ประมาณ 30-50% ของปริมาณอลูมิเนียมที่ใช้ทั้งหมด ส่วนแกนกลาง (Core) ที่เป็นวัสดุโพลีเอทิลีน (PE) ก็ถูกผลิตจากวัสดุรีไซเคิลแบบ 100% ซึ่งสนับสนุนแนวความคิดแบบ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยมีกระบวนการผลิตและผ่านการทดสอบที่ได้มาตรฐานในระดับสากล ซึ่งแสดงให้เห็นว่า วัสดุที่มาจากการรีไซเคิลก็สามารถมีคุณสมบัติเทียบเท่ากับวัสดุที่ผลิตใหม่ได้


Low-Carbon Wellness: อนาคตใหม่ของอสังหาริมทรัพย์ เพื่อการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน:
ซึ่งการเข้าสู่ยุคของ ‘Low-Carbon Wellness’ จึงไม่ใช่เป็นเพียง “เทรนด์” ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป หากแต่เป็น “อนาคต” ที่จะกำหนดทิศทางใหม่ของวงการอสังหาริมทรัพย์อย่างแท้จริง โดยใช้แนวคิดการลดการปล่อยคาร์บอน ผสมผสานกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของผู้คน การเลือกใช้วัสดุที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การออกแบบเพื่อสุขภาวะที่ดีตามธรรมชาติ รวมไปถึงการให้ความสำคัญกับวัสดุรีไซเคิล และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ล้วนเป็นหัวใจสำคัญของแนวคิดนี้
ซึ่งทาง FAMELINE ในฐานะผู้นำด้านวัสดุตกแต่งสถาปัตยกรรม ก็ได้ตระหนักถึงบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน ไปสู่โลกอสังหาริมทรัพย์รูปแบบใหม่ เพื่อเป็นทางเลือกในการใช้งานให้กับเจ้าของโครงการ นักวิจัยและพัฒนาโครงการ ผู้ออกแบบ ผู้รับเหมาก่อสร้าง และบุคคลอื่นๆ ที่มีความเกี่ยวข้อง ในการขับเคลื่อนอนาคตที่มุ่งเน้นความสมดุลของสิ่งแวดล้อม สวยงาม ปลอดภัย และส่งผลดีต่อโลกและชีวิตของผู้คนในทุกมิติ ผ่านการเลือกใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบาแต่ทนทาน การใช้ระบบป้องกันแสงแดด และระบายอากาศเพื่อลดการพึ่งพาพลังงาน ไปจนถึงการสร้างคุณค่าใหม่จากวัสดุเหลือใช้ ให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่หมุนเวียนได้อีกครั้ง เพื่อยกระดับมาตรฐานอาคารไปสู่ความยั่งยืน ที่เลือกสร้างสรรค์ได้ตามความต้องการ

แหล่งอ้างอิง:
- http://wazzadu.com/
- https://globalwellnessinstitute.org/industry-research/2024-global-wellness-economy-monitor/
สามารถดูข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่นี่:
- Aluminium Honeycomb Panel: https://online.anyflip.com/wbgdd/lkss/
- Aluminium Composite Panel: https://online.anyflip.com/wbgdd/sbic/
- Aluminium Louvers: https://online.anyflip.com/wbgdd/tags/
สามารถติดตามช่องทางอื่นๆ ได้ที่นี่:
บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
